วัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่บริเวณถนนหลวง
ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
ทางทิศตะวันออกของทุ่งศรีเมือง เมื่อเนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา สันนิษฐานสร้างขึ้นเมื่อ
พ.ศ. 2356 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
รัชกาลที่ 2 ในยุคสมัยสมเด็จกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
ข้าหลวงต่างพระองค์ ได้ตกลงกับเจ้าของที่ดินหลายคน ยกที่ดิน (ที่ทำนา)
ให้กับทางราชการ แรกๆ ชาวเมืองเรียกว่า "ทุ่งศรีเมือง"
แต่เนื่องจากทุ่งแห่งนี้ เป็นที่รวมของการจัดงานมหกรรมใหญ่ๆ เช่น
งานเฉลิมพระชนมพรรษา งานรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
และเป็นทุ่งประดับเมือง จึงเรียกว่า "ทุ่งศรีเมือง"
น้ำตกแสงจันทร์
(น้ำตกรู) เป็นน้ำตกอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ที่อำเภอโขงเจียม
ใช้ทางหลวงหมายเลข 2314 (โขงเจียม ศรีเมืองใหม่)
แล้วเลี้ยวขวาตามทางหลวงหมายเลข 2112 ทางไป
อ.เขมราฐ ระหว่างทาง ผ่าน อุทยานแห่งชาติผาแต้ม และน้ำตกสร้อยสวรรค์
ถึงก่อนน้ำตกทุ่งนาเมือง 1 ก.ม. รถยนต์เข้าถึงได้บริเวณหน้าน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมาก
สายน้ำจากลำห้วยท่าล้ง จะตกลงปล่องหินลงสู่เบื้องล่าง คล้ายกับแสงจันทร์ที่เต็มดวงได้สาดส่องลงมา
สามพันโบก เป็นแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขง
ในอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เกิดจากแรงน้ำวนกัดเซาะ กลายเป็นแอ่งมากกว่า 3,000 แอ่ง และจะปรากฏให้เห็นในช่วงฤดูแล้งที่น้ำแห้งขอด
แก่งหินดังกล่าวก็จะโผล่พ้นน้ำคล้ายภูเขากลางลำน้ำโขง จนชาวบ้านเรียกว่า
แกรนแคนยอนน้ำโขง ซึ่งจะปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม -
พฤษภาคม ซึ่งหลังจากนั้นจะมีน้ำหลากมาท่วมโบกเหล่านั้นจมหายไปอยู่ใต้แม่น้ำ
วัดหนองบัว เป็นวัดราษฎร์ นิกายธรรมยุต
อยู่อำเภอเมืองอุบลราชธานี ห่างจากศาลากลางจังหวัด ไปทางด้านทิศเหนือประมาณ 3 กิโลเมตร บนถนนธรรมวิถี แยกจากถนนชยางกูร ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 500 เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ.2498 ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ
คือพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์นั้น
ได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย
เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว
แม่น้ำสองสี หรือดอนด่านปากแม่น้ำมูล
อยู่ในเขตบ้านเวินบึก นั่งเรือจากตัวอำเภอโขงเจียมไปประมาณ 5 นาที เป็นบริเวณที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำโขงสีปูน
แม่น้ำมูลสีคราม อยู่ห่างจากจังหวัด อุบลราชธานี 84 กม. จุดที่สามารถมองเห็นแม่น้ำสองสีได้อย่างชัดเจน คือ บริเวณลาดริมตลิ่ง
แม่น้ำมูล แม่น้ำโขงหน้าวัดโขงเจียม และบริเวณบางส่วนของหมู่บ้านห้วยหมาก ในเดือนเมษายน
จะเป็นเดือนที่ เห็นความแตกต่างของสีน้ำได้ชัดเจนที่สุด
นอกจากนี้แล้วบริเวณใกล้เคียงยังมีบริการเรือพาล่องชม ทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ
หรือซื้อของที่ระลึก ที่ตลาดหมู่บ้านในฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาวอีกด้วย
หาดสลึง เป็นหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำมูล
ตั้งอยู่ที่บ้านสองคอน ต.สองคอน อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 115 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 2050 (อุบลฯ ตระการพืชผล
โพธิ์ไทร) ในฤดูแล้ง เมื่อน้ำในแม่น้ำโขงลดระดับลง จะมีหาดทรายที่สวยงาม
เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ในบริเวณใกล้เคียงกัน
ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น ปากบ้อง
ซึ่งเป็นส่วนที่แคบที่สุดของแม่น้ำโขง กว้างประมาณ 56 เมตร, หินหัวพะเนียง, แก่งสองคอน, หาดหงษ์และสวนเกษตร
แก่งสะพือ เป็นแก่งหินที่สวยงามในแม่น้ำมูล
ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ตามทางหลวงหมายเลข 217 ประมาณ 45 กิโลเมตร คำว่า สะพือ
เพี้ยนมาจากคำว่า ซำฟืด หรือ ซำปึ้ด ซึ่งเป็นภาษาส่วยแปลว่า งูใหญ่ หรืองูเหลือม
เป็นแก่งที่มีหินน้อยใหญ่สลับซับซ้อน เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านกระทบหิน
เกิดเป็นฟองขาวมีเสียงดังตลอดเวลา ช่วงที่เหมาะสำหรับเที่ยวชมแก่งสะพือคือหน้าแล้ง
ราวเดือนมกราคม-พฤษภาคม เพราะน้ำจะลดเห็นแก่งหินชัดเจนสวยงาม
นอกจากนี้แล้วในเดือนเมษายนของทุกปี ช่วงเทศกาลสงกรานต์
มีการจัดงานประเพณีสงกรานต์แก่งสะพือ
ซืนวาน ตั้งอยู่ที่อำเภอวารินชำราบ
สถานที่ท่องเที่ยวแบบย้อนยุคในวันวาน Community Mall แห่งใหม่ในจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งในเวลานี้ยังสร้าง ไม่เรียบร้อย
สมบูรณ์แต่เปิดให้เข้าชมเป็นบางส่วน
ประกอบด้วยอาคารไม้ชั้นเดียวสีน้ำตาลเข้ม
ที่ชวนให้หวนระลึกถึงบ้านหลังเก่าอันอบอุ่น เสริมเติม
แต่งด้วยสิ่งคุ้นเคยเมื่อวันวาน โดยการนำข้าวของเครื่องใช้ในอดีต เช่น ผ้าขาวม้า
กระติบข้าวเหนียว หรือเอกลักษณ์อื่น ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์รวมถึง
วิถีชีวิตของชาวอุบลฯ มาประกอบเรื่องราว ภายใต้บรรยากาศต้นไม้และดอกไม้ ที่ร่มรื่น
รวมทั้งร้านค้าต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟสด โซนร้านอาหาร โซนขายเสื้อผ้า ขายของที่ระลึก
ที่มีให้ได้เลือกชมและเลือกชิมกันอย่างเพลิดเพลิน คำว่า ซืนวาน การสลับคำระหว่าง ‘วานซืน’กลายเป็น “ซืนวาน” สื่อความหมายที่ไม่แตกต่างกัน
แต่เป็นเพียงลูกเล่นเพื่อสร้างความง่ายต่อการจดจำ
เพราะความโดดเด่นของตลาดในอำเภอวารินชำราบ อยู่ที่การนำ
ความเก่าของยุคก่อนมาผสมผสานกับความใหม่ร่วมสมัย พร้อมเพิ่มกลิ่นอาย
ของภาคอีสานเข้าไว้ด้วยกัน เช่น ผ้าขาวม้า กระติบข้าวเหนียว หรือเอกลักษณ์อื่นๆของชาวอุบล
พัทยาน้อย หรือบางทีก็เรียกกันว่า ทะเลอีสานใต้
ตั้งอยู่ที่บ้านใหม่ภูทอง ต.คันไร่ อ.สิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
บริเวณริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิรินธร จากวารินชำราบมาตามหางหลวงหมายเลข 217
(ถนนสถิตนิมานกานต์) ระยะทางประมาณ 62 กิโลเมตร และอีกจุดหนึ่งอยู่ห่างกัน 2 กิโลเมตร
(หลักกิโลเมตรที่ 62 และ 64 ตามลำดับ) หรือห่างจากเขื่อนสิรินธรประมาณ 10 กิโลเมตร
ลักษณะของพื้นที่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นทรายกว้างและยาวเข้าไปกลางน้ำ
จึงมีคนมาเปิดร้านอาหาร รีสอร์ท ร้านกาแฟ มีลักษณะเป็นแพกลางน้ำ
ในฤดูน้ำน้อยระดับน้ำเหนือเขื่อนสิรินธรต่ำลงมากๆ จะเห็นเป็นหาดทรายขาว
ลงเล่นน้ำได้ ด้วยความพยายามที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ
จึงมีพ่อค้าแม่ค้านำเอาเรือ เจ็ตสกี และห่วงยางมาให้บริการ
พัทยาน้อยจึงกลายมาเป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจที่เพียบพร้อมด้วยบริการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในทุกด้าน
มีตำนานเล่าขานกันต่อๆ
มาว่า “นายเตว” กับพวก 2 – 3 คนได้เข้ามาตีผึ้งที่ผาน้ำตกแห่งนี้
โดยออกอุบายนำเถาวัลย์มาพันเป็นเชือกหย่อนลงไปเบื้องล่างของน้ำตก
นายเตวอาสาโรยตัวลงไปเพื่อตีผึ้ง ซึ่งมีรังผึ้งเกาะติดอยู่กับหน้าผาหลายร้อยรัง
โดยมิได้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง
ในระหว่างที่นายเตวกำลังตีผึ้งอยู่นั้นได้เกิดอาเพศขึ้น
เพื่อนที่อยู่ด้านบนมองเห็นเถาวัลย์เป็นงูขนาดยักษ์เลื้อยพันขึ้นมา
ด้วยความตกใจกลัวจึงใช้มีดตัดฟันลงไปตรงเถาวัลย์ขาดสะบั้นทำให้ร่างของนายเตวที่ห้อยโหนอยู่นั้นร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างของน้ำตกเสียชีวิต
ยังผลให้น้ำตกแห่งนี้ได้ชื่อเรียกในเวลาต่อมาว่า “น้ำตกบักเตว”
ต่อมาได้มีการประกาศจัดตั้ง “อุทยานแห่งชาติภูจอง–นายอย” ขึ้นในปี 2530 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวน้ำตก
และมักจะเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการลงเล่นบริเวณน้ำตกแห่งนี้
จนกระทั่งมีญาติของผู้เสียชีวิตมาเล่าว่า ผู้เสียชีวิตได้มาเข้าฝันแล้วบอกว่า
นายเตวไม่ต้องการให้ใครมาเรียกชื่อน้ำตกแห่งนี้ว่า “น้ำตกบักเตว”
เนื่องจากเป็นคำไม่สุภาพและได้ให้เปลี่ยนชื่อน้ำตกแห่งนี้เสียใหม่
ในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2535 จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อ “น้ำตกบักเตว” เป็น “น้ำตกห้วยหลวง”
ตามชื่อของลำห้วยซึ่งไหลพาดผ่านน้ำตกแห่งนี้
น้ำตกห้วยหลวง (น้ำตกบักเตว)
ตั้งอยู่กลางป่าสมบูรณ์ไหลตกจากหน้าผาสูง 45 เมตร
ถือได้ว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และงดงามที่สุดของภาคอีสานตอนล่าง
ไหลตกจากหน้าผาสูงชัน ลงสู่แอ่งน้ำใหญ่ และลานหินหาดทราย
ด้านล่างมีบันไดทางลงจากศาลาชมทิวทัศน์สู่น้ำตกด้านล่าง นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกอื่นๆ
ที่น่าสนใจอีกทลายแห่ง เช่น น้ำตกเกิ้งแม่ฟอง น้ำตกถ้ำบอน น้ำตกจุ๋มจิ๋ม
น้ำตกห้วยทรายใหญ่ (แก่งอีเขียว) เป็นต้น
เฉพาะเดือนกันยายน
วันที่น้ำหลากมากๆ ห่างจากน้ำตกห้วยหลวงประมาณ 7 กม.
บริเวณสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าอุบลราชธานี
มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจ คือ กุ้งเดินขบวน สามารถชมได้ตั้งแต่ตอนเย็นจนค่ำครับ
การเดินทางไปน้ำตกห้วยหลวง
อุทยานแห่งชาติภูจองนา-ยอย เริ่มต้นจาก อ.เมืองอุบลราชธานี ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมูล
ไปทางฝั่ง อ.วารินชำราบ ใช้ทางหลวงหมายเลข 24 (วารินฯ -
เดชอุดม) ผ่านมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผ่าน อ.เดชอุดม
ใช้ทางหลวงหมายเลข 2191, 2171 และหมายเลข 2248 ตามลำดับ รวมระยะทางประมาณ 132 กิโลเมตร
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
สวนสัตว์อุบลราชธานี
นี้มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,217 ไร่
มีสภาพเป็นป่าโปร่ง มีต้นยางนา ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดอุบลราชธานี
ขึ้นอยู่ดาษดื่นทั่วไป โดยองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์
ได้รับมอบพื้นที่แห่งนี้จากกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม
พ.ศ. 2550 หลังจากนั้น
ก็ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา
ความน่าสนใจของสวนสัตว์อุบลราชธานี อยู่ที่แนวคิดจะทำให้เป็นสวนสัตว์ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคนี้
ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
การออกแบบด้านภูมิสถาปัตย์จึงเน้นการออกแบบให้ผสมกลมกลืนไปกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทำการจัดสร้างสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของสวนสัตว์ต่างๆ โดยรอบ
ให้สอดคล้องกับสภาพเดิม ของผืนป่าอันสมบูรณ์ได้มากที่สุด
ทั้งนี้เพื่ออนุรักษ์พื้นที่ป่าให้คงไว้ เพื่อการศึกษาด้านพฤกษศาสตร์
การขยายพันธุ์พืชและสัตว์ป่า เป็นศูนย์วิจัย
และแหล่งให้ความรู้ในลักษณะห้องเรียนธรรมชาติ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด
ตลอดจนการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น
และเป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป เพื่อรองรับการท่องเที่ยว
ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต
เมื่อการก่อสร้างต่างๆ
เริ่มแล้วเสร็จกลางปี 2555 ก็ได้มีการวางแผนนำสัตว์บางชนิดเข้ามา
เพื่อให้เคยชินกับสภาพพื้นที่ กระทั่ง ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2555 ได้มีการนำสัตว์จากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา
มาปล่อยเข้าสู่สวนสัตว์อุบลราชธานี เช่น สัตว์ตระกูลกวาง และสัตว์นักล่า เป็นต้น รวม 26 ชนิด มากกว่า 170 ตัว
จนสามารถทดลองให้บริการให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25
ธันวาคม พ.ศ. 2555
สวนสัตว์อุบลราชธานี เปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12
กรกฎาคม 2556 นักท่องเที่ยวจะได้ชมการใช้ชีวิตของสัตว์ในธรรมชาติอย่างแท้จริง
โดยจำแนกสัตว์เป็น 4 ประเภท ได้แก่ สัตว์กีบไทย มี 4
ชนิด ได้แก่ เก้ง ละมั่งพันธุ์พม่า เนื้อทราย กวางป่า
สัตว์กีบต่างประเทศ มี 3 ชนิด ได้แก่ ซิก้า บาราซิง
แบล็คบั๊ค สัตว์แอฟริกา มี 5 ชนิด ได้แก่ ยีราฟ
นกกระจอกเทศ วอเตอร์บั๊ค ไนอาล่า ม้าลาย และอาณาจักรสัตว์นักล่า
ขณะนี้
สวนสัตว์อุบลราชธานี ได้จัดสร้างส่วนแสดงแล้วเสร็จจำนวน 9 ส่วนแสดง คือ ส่วนแสดงเสือโคร่งไซบีเรีย เสือโคร่ง อินโดจีน เสือโคร่งขาว
สิงโต สิงโตขาว สัตว์กีบไทย สัตว์กีบต่างประเทศ สัตว์แอฟริกา และ Mini Zoo บริเวณลานจอดรถ ซึ่งมี จระเข้น้ำจืด นกกระจอกเทศ งูหลามทอง หมีขอ
และเต่าซูกาต้า โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ภายในเป็นรูปแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ
เพื่อให้เป็นสวนสัตว์แนวจังเกิ้ล ปาร์ค (Jungle Park) และคำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ
สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ ทางสวนสัตว์อุบลราชธานี
ได้เข้าร่วมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ซึ่งปัจจุบัน มีการกำหนดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
ภายในสวนสัตว์อุบลราชธานี และทำการสำรวจพื้นที่ พืชพรรณ และสัตว์ป่าในพื้นที่ปกปัก
และที่นี่ยังเป็นแหล่งอนุรักษ์ต้นยางนาขนาดใหญ่ มีความสมบูรณ์ มากกว่า 1,000
ต้น ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นร่วมกันดูแลรักษา
และใช้ประโยชน์จากผืนป่าอย่างเกื้อกูลต่อกันมาช้านาน
ทั้งนี้
สวนสัตว์อุบลราชธานี มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สวนสัตว์แห่งนี้
เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ทั้งในเรื่องสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
มีโครงการนำนักเรียนเข้าเรียนรู้ในสวนสัตว์ ซึ่งรองรับนักเรียนได้มากกว่า 30,000
คน ในปี พ.ศ. 2556 นับเป็นสวนสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีสานตอนล่าง
ทั้งมีศักยภาพรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน
โดยเฉพาะประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทั้ง 10
ประเทศ
เสาเฉลียง อยู่ก่อนถึงผาแต้มประมาณ
3
กิโลเมตร เป็นหินตั้งซ้อนกันโดยธรรมชาติ ลักษณะคล้ายร่มหรือดอกเห็ด
ซึ่งเกิดจากวิวัฒนาการของหินทราย 2 ยุคสมัย
ผ่านการกัดเซาะของน้ำ ลม และแสงแดด ประกอบกับการยุบตัวและยกตัวของเปลือกโลก
กระบวนการสึกกร่อนและต้านทานทางธรรมชาติ ที่ทำพให้ตะกอนหินทรายแข็งตัวขึ้น
เกิดประติมากรรมธรรมชาติที่งดงาม โดยส่วนเสาหินด้านล่าง
วิวัฒนาการจากหินทรายยุคไดโนเสาร์ราว 180 ล้านปีที่แล้ว
และส่วนหินที่เป็นร่มหรือดอกเห็ดตอนบน เป็นหินทรายในยุคถัดมาคือ ยุคครีเตเซียส
หินสองส่วนนี้จึงเกยทับกันโดยไม่ติดเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเกิดต่างยุคต่างสมัยกัน
ลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นทั่วไปตามแนวภูเขาหินทรายในภาคอีสาน
ชาวส่วยท่องถิ่นดั้งเดิมเรียกเสาหินที่คล้ายดอกเห็ดนี้ว่า "สะเลียง"
หมายถึง "เสาหิน" ก่อนจะเพี้ยนมาเป็น "เสาเฉลียง" ในปัจจุบัน
ภาพเขียนสีที่ผาแต้ม ผาแต้มอยู่ที่บ้านกุ่มและบ้านหนองผือน้อย ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม
เป็นหน้าผาหินทรายส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ขนานไปตามแนวแม่น้ำโขง
จากที่ทำการอุทยานฯ มีทางเดินจากด้านบนลงไปชมภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์
อายุไม่น้อยกว่า 3,000 ปี เรียงรายติดต่อกันตั้งแต่ ผาแต้ม
ผาหมอน ผาเมย ผาเจ๊ก จากบริเวณผาแต้ม
จะมองเห็นทัศนียภาพฝั่งลาวที่อยู่ตรงข้ามได้ชัดเจน
เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง
ทุ่งดอกไม้ปลายฝนต้นหนาว ราวๆ เดือนกันยายน
ถึงเดือนธันวาคม ของทุกปี เป็นช่วงรอยต่อของอากาศ ปริมาณน้ำฝนลดลง
ความชื้นในอากาศมีมากขึ้น เมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่ซุกตัวอยู่ตามซอกหินและใต้พื้นดิน
กำลังเริ่ทต้นวงจรชีวิตอีกครั้ง
ธรรมชาติแต่งแต้มความงดงามให้ลานหินกว้างกลายเป้นทุ่งดอกไม่หลากสีสันหลายชนิด
มีชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถฯ ที่ไพเราะ เช่น ดุสิตา
(หญ้าข้าวก่ำ), สรัสจันทร (ดอกดิน), สร้อยสุวรรณา (หญ้าสีทอง), ทิพเกสร (นกน้อย),
มณีเทวา (กระดุมเงิน), เหลืองพิศมร
(เอื้องเหลือพิศมร) นอกจากนี้ยังมี แดงอุบล (เอื้องม้าวิ่ง) ดอกสีแดงอมม่วง
เป็นกล้วยไม้ดินที่หายาก พบตามลานหินแถบจังหวัดอุบลราชธานี หญ้าบัว ดาวไก่น้อย
หงอนนาค ส้มเช้า เทียนน้อย เทียนดอย หญ้ารากหอม ดาวดินเกล็ดหอย โคลงเคลง
หรือเอนอ้า ฝ้ายป่า พุดป่า หัวไก่โต้ง หยาดน้ำค้าง จอกบ่วาย ฯลฯ
ดอกไม้ป่านานาพันธุ์เหล่านี้ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันผลิออกเต็มท้องทุ่ง
ทุ่งดอกไม้กลุ่มใหญ่ จะอยู่บริเวณเหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์
เป็นทุ่งดอกไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถฯ
เคยเสด็จมาทอดพระเนตรติดต่อกันกลายปี
สะพานแขวน เป็นชมวิวอีกจุดของแก่งตะนะ
ทางทิศตะวันออกจะมองเห็นตัวแก่งตะนะทั้งหมด ตอนเย็นใช้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น