งานบวงสรวงศาลหลักเมือง
ชาวอุบลฯ หลายๆ
ท่านคงเคยตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี จึงเพิ่งจะมาสร้างเมื่อปี
พ.ศ.2515 ทั้งๆ
ที่เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2335 แล้ว
ราวต้นปี พ.ศ. 2515 พลตำรวจตรี วิเชียร ศรีมันตร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั้นพร้อมด้วยผู้มีชื่อเสียงในจังหวัดอุบลราชธานีหลายท่าน ได้ไปกราบนมัสการเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพมหานคร ในฐานะที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นพระสงฆ์ผู้ใหญ่ชาวอุบลฯ ซึ่งเป็นที่เคารพโดยทั่วไป เพื่อปรึกษาหารือว่า “ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดใหญ่ หัวเมืองเอกมาตั้งแต่อดีตกาล มีชื่อว่า “ ราชธานี ” เพียงแห่งเดียว มีความเจริญรุ่งเรืองมานาน แต่ยังไม่มีการยกเสาหลักเมืองให้เป็นมิ่งขวัญแก่ประชาราษฎร สำหรับยึดถือเป็นหลักชัยทางจิตใจให้มีความมั่งคงเชื่อในหลักบ้านหลักเมือง เป็นการผดุงกำลังใจให้แน่วแน่ในการดำรงชีพ โดยอนุภาพของหลักเมืองจะเป็นหลักชัยให้ประชาราษฎรในบ้านเมืองอุบลฯ อยู่เย็นเป็นสุข รุ่งเรืองสถาพรตลอดกาล จึงเห็นสมควรสร้างศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ณ ที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ กลางเมืองอุบลราชธานี ”
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ พิเคราะห์พิจารณาแล้วไม่ขัดข้องแต่ให้สอบถามความเห็นชาวบ้านชาวเมืองส่วนใหญ่ให้เป็นการพร้อมเพรียงกันก่อน อย่าให้เกิดการขัดแย้งหรือมีปัญหาตามมาในภายหลัง
ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี จึงได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2515 โดยเจ้าพระคุณสมเด็จมหาวีรวงศ์ ให้ฤกษ์และเป็นประธานในพิธี และเมื่อการก่อสร้างศาลหลักเมืองฯ เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว นายเดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุฎมาร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดศาลหลักเมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2519
โดยปกติแล้ว เมื่อมีการก่อสร้างศาลหลักเมือง จะต้องมีการประกอบพิธีอัญเชิญเทวดาเข้าสิ่งสถิตในหลักเมืองเป็นพิธีสำคัญ ต่อมาปี พ.ศ. 2531 เรือตรีดนัย เกตุศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบราชธานีร่วมกับนายประจวบ ศรีธัญรัตน์ นายกเทศมาตรีเมืองอุบลราชธานี และนายบำเพ็ญ ณ อุบล อดีตอัยการขั้นฎีกาเขต 4 ขอนแก่น พร้อมกับหลักชัยไม้เท้าผู้เฒ่าผู้แก่ ชาวบ้านชาวเมืองอุบลฯ ทุกหมู่เหล่าได้พร้อมใจกัน จัดขบวนแห่อัญเชิญวิญญาณ “ เสด็จเจ้าหอคำ ” ญาติผู้ใหญ่ชั้นสูงหรือตาทวดของเจ้าคำผง เข้าสิงสถิตหลักเมืองอุบล เมื่อเดือนกรกฎาคม 2531 ก่อนวันเข้าพรรษา คือวันแห่ต้นเทียน 2 วัน
และหลังจากนั้นทุกวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 7 (ซึ่งตามประเพณีฮีต12 ถือว่าเดือน 7 เป็นเดือนทำบุญซำฮะ หรือบุญบูชาบรรพบุรุษ) ของทุกปี เทศบาลเมืองอุบลราชธานีร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้ร่วมกันเซ่นสรวงสักการะหลักเมืองเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน มีคนทรงของมเหสักข์หลักเมืองจังหวัดต่างๆ มาร่วมพิธีมากมาย สำหรับปีนี้ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2556
งานปีใหม่และงานกาชาด
งานกาชาดและงานปีใหม่
จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม ณ
บริเวณทุ่งศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมงานฉลองปีใหม่
และหารายได้บำรุงกิจการสาธารณกุศลและกิจการเหล่ากาชาดจังหวัด ภายในบริเวณงาน
มีการแสดงผลิตภัณฑ์สินค้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP, การประกวดนางสาวอุบลราชธาน
การจัดนิทรรศการผลงานในรอบปี การออกร้านของส่วนราชการและภาคเอกชน
การนำเสนอผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมทั้งการเสี่ยงโชคกับร้านกาชาด
ชมแสงสีตระการตากับพลุตะไลไฟพะเนียงในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ตื่นเต้นเร้าใจกับคอนเสิร์ตดนตรีลูกทุ่ง หมอลำ หมอลำซิ่ง
มีให้ชมทุกคืนพร้อมมหรสพการละเล่น การจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดทุกวันตลอดงาน
งานสดุดีท้าวคำผง
งานสดุดีท้าวคำผง
พระประทุมวรราชสุริยวงศ์
(เจ้าคำผง) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนแรก
เป็นบุตรของเจ้าพระตาและนางบุศดี เกิดเมื่อ พ.ศ. 2252 ณ
นครเวียงจันทน์ ท่านเป็นหลานปู่เจ้าปางคำ ราชวงศ์เชียงรุ้ง
ผู้สร้างเมืองหนองบัวลุ่มภู (จังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน)
หรือนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ในปี พ.ศ. 2311 เจ้าพระตากับเจ้าพระวอ
เกิดผิดใจกันกับพระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์
ฝ่ายเวียงจันทน์ได้ยกทัพมาตีเมืองหนองบัวลุ่มภู ต่อสู้กันอยู่ 3 ปี ฝ่ายเมืองหนองบัวลุ่มภูเห็นว่า นานไปจะสู้ฝ่ายเวียงจันทน์ไม่ได้แน่
จึงไปขอกองทัพจากพม่าที่เชียงใหม่มาช่วยรบ
แต่กองทัพพม่าได้ยกมาสมทบกับกองทัพเวียงจันทน์ตีเมืองหนองบัวลุ่มภูแตก
เจ้าพระตาตายในสนามรบ
หลังจากที่พระปทุมสุรราชทรงขออพยพมาอยู่ดอนมดแดง แล้วพระเจ้าสิริบุญสารได้ทราบว่า เจ้าพระวอกับพวกมาตั้งอยู่ที่ค่ายบ้านดู่บ้านแกแขวงเมืองนครจำปาศักดิ์ และเจ้าพระวอมีกำลังพลน้อย จึงให้พระยาสุโพยกทัพมาตีค่ายบ้านดู่บ้านแกแตก เจ้าพระวอตายในที่รบ พระปทุมสุรราช (เจ้าคำผง) เห็นว่าจะสู้กองทัพเวียงจันทน์ไม่ได้ จึงขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพมาช่วย เมื่อทราบสาเหตุจากพระปทุมสุรราชแล้ว จึงยกทัพตามตีทัพพระยาสุโพไปจนถึงเวียงจันทน์ ได้รบกันอยู่ 4 เดือน เวียงจันทน์จึงแตกเมื่อ พ.ศ. 2322 (สงครามครั้งนี้ส่งผลให้อาณาจักรล้านช้างทั้ง 3 แห่ง ตกเป็นประเทศราชของไทยสืบมา จนกระทั่งไทยเสียดินแดนเหล่านี้ให้แก่ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วย) เมื่อเมืองหนองบัวลุ่มภูแตก เจ้าพระตาตายในสนามรบ เจ้าพระวอกับเจ้าคำผงและพวกจึงต้องทิ้งเมืองหนีไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนได้ไปอาศัยพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารแห่งนครจำปาศักดิ์ โดยตั้งค่ายอยู่บ้านดู่บ้านแก แขวงเมืองจำปาศักดิ์ พระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารได้ขอเอาเจ้านางตุ่ย พระธิดาของเจ้าอุปราชธรรมเทโว ให้เป็นชายาของเจ้าคำผง และทรงแต่งตั้งให้เจ้าคำผงเป็นพระปทุมสุรราช ผู้ช่วยเจ้าพระวอ นายกองนอก ต่อมาพระปทุมสุรราชจึงทรงขอ อพยพมาอยู่ดอนมดแดง
ในปี พ.ศ. 2319 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ดอนมดแดง
พระประทุมสุรราชจึงทรงพาไพร่พลอพยพหนีน้ำมาอยู่ที่ดอนริมห้วยแจระแม(อยู่เหนือตัวเมืองอุบลราชธานีปัจจุบันประมาณ
8 ก.ม.) เมื่อน้ำลดจึงย้ายไปที่ดงอู่ผึ้ง
ริมแม่น้ำมูลเพื่อสร้างเมืองใหม่
เมื่อแล้วเสร็จจึงมีใบบอกลงไปกราบทูลพระเจ้ากรุงธนบุรีขอตั้งเป็นเมืองอุบล
พระเจ้ากรุงธนบุรีให้ตั้งเมืองตามที่ขอไป โปรดเกล้าฯ ให้พระปทุมสุรราชเป็น
"พระปทุมราชวงศา" เจ้าเมืองอุบลองค์แรกเมื่อ พ.ศ. 2321
เมื่อพระประทุมราชวงศาร่วมมือกับเจ้าฝ่ายหน้าผู้เป็นน้องชาย
ซึ่งไปตั้งกองนอกเก็บส่วยอยู่ที่บ้านสิงห์ท่า (เมืองยโสธรในเวลาต่อมา)
และกองทัพเมืองนครราชสีมาช่วยกันปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วได้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดเกล้าฯ
ให้พระประทุมราชวงศา เป็น "พระประทุมวรราชสุริยวงศ์"
และเสริมนามเมืองอุบลขึ้นเป็น "เมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลประเทศราช" ขึ้นตรงต่อกรุงเทพ เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8
จุลศักราช 1154 (พ.ศ. 2335) ส่วนเจ้าฝ่ายหน้าก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์
มีบรรดาศักดิ์เป็นพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช
พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ครองเมืองอุบลราชธานีมาตั้งแต่ตั้งเมืองมาเป็นเวลา
17 ปี จนถึง พ.ศ. 2338 จึงถึงแก่อนิจกรรม
สิริรวมอายุได้ 85 ปี
มีการทำพิธีเผาพระศพด้วยเมรุนกสักกะไดลิงก์ที่ทุ่งศรีเมือง
แล้วเก็บอัฐิบรรจุธาตุไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองตรงบริเวณที่เป็นธนาคารออมสิน
สาขาอุบลฯ ทุกวันนี้ ต่อมาภายหลังมีสร้างเรือนจำขึ้นในบริเวณนั้น
จึงย้ายอัฐิไปไว้ที่วัดหลวง และยังอยู่จนปัจจุบัน
ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์ของพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ ประดิษฐานอยู่ที่ริมทุ่งศรีเมือง กลางเมืองอุบลราชธานี
ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์ของพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ ประดิษฐานอยู่ที่ริมทุ่งศรีเมือง กลางเมืองอุบลราชธานี
พระประทุมวรราชสุริยวงศ์เป็นต้นกำเนิดของสายสกุลต่างๆ
ในเมืองอุบลราชธานีหลายสกุล เช่น ณ อุบล -
สกุลนี้สืบเชื้อสายพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ และเจ้าอุปราชธรรมเทโวแห่งนครจำปาสัก
ทางฝ่ายพระมารดา สายอุปฮาด (สุดตา) และอุปฮาด (โท)
ผู้ขอรับพระราชทานนามสกุลสายนี้คือ พระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล)
กรมการเมืองพิเศษเมืองอุบลราชธานีในสมัยรัชกาลที่ 5 สุวรรณกูฏ
- สกุลนี้สืบเชื้อสายผ่านทางพระพรหมราชวงศา (กุทอง สุวรรณกูฏ)
เจ้าเมืองอุบลราชธานีลำดับที่3 บุตรของพระประทุมฯ ,พระบริคุฏคามเขต (โหง่นคำ สุวรรณกูฏ) เป็นผู้ขอรับพระราชทานนามสกุล
สิงหัษฐิต - สายนี้สืบเชื้อสายมาจากพระเกษโกมลสิงห์ขัตติยะ หลานของพระพรหมราชวงศา
(กุทอง สุวรรณกูฏ) ผู้ขอรับพระราชทานนามสกุล คือ พระวิภาคย์พจนกิจ (หนูเล็ก
สิงหัษฐิต - บิดาของเติม วิภาคย์พจนกิจ ผู้เขียนหนังสือ ประวัติศาสตร์อีสาน)
ทองพิทักษ์ - สกุลนี้สืบเชื้อสายผ่านทางอุปฮาด (สุดตา) พี่ชายของพระพรหมราชวงศา
(กุทอง สุวรรณกูฏ) บุตรของพระประทุมฯ ท้าวไกรยราช (พู) บุตรของอุปฮาด (สุดตา)
เป็นผู้ขอรับพระราชทานนามสกุล อมรดลใจ - สกุลนี้สืบเชื้อสายผ่านทางพระอมรดลใจ
(ท้าวสุริยวงศ์ อ้ม) เจ้าเมืองตระการพืชผลคนแรก ท่านนี้เป็นบุตรพระพรหมราชวงศา
(กุทอง สุวรรณกูฏ) และเป็นเขยเจ้าครองนครจำปาสัก
เหตุที่ จัดงาน สดุดีวีรกรรมพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง)” ในวันวันที่ 10 พฤศจิกายน ของทุกปี เนื่องเพราะวันที่ 10 พฤศจิกายน ตั้งแต่ พ.ศ. 2539
เป็นต้นมา ชาวอุบลราชธานีได้ร่วมกันจัดงาน
"สดุดีวีรกรรมพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง)” ผู้สร้างเมืองอุบลฯ
/ เจ้าเมืองคนแรก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
องค์ปฐมบรมราชวงศ์จักรี ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2335 ตามจดหมายเหตุ รัชกาลที่ 1 เรื่อง
ตั้งเจ้าเมืองอุบลราชธานี ดังนี้ สาเหตุที่ได้กำหนดเอาวันที่ 10 พฤศจิกายน เป็นวัน "สดุดีวีรกรรมพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง)”
การกำหนดวันบวงสรวงพระประทุมวรราชสุริยวงศ์
(เจ้าคำผง) โดย นายบุญตา หาญวงศ์ประธาน กกต. จว. อุบลราชธานี
มีที่มาตามบันทึกการประชุมว่า เมื่อประมาณ 12
ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้านายบุญตา
หาญวงศ์ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมในการเตรียมการบวงสรวงพระประทุมวรราชสุริยวงศ์
(เจ้าคำผง) ที่ประชุมได้อภิปรายอย่างกว้างขวางถึงวันบวงสรวงว่า
จะถือเอาวันประสูติ หรือ วันถึงแก่อสัญกรรม ในที่สุดที่ประชุม
เห็นพ้องต้องกันให้ถือเอาวันถึงแก่อสัญกรรม โดยคุณพ่อบำเพ็ญ
ณ อุบล ได้ให้ข้อมูลแต่เพียงวันถึงแก่อสัญกรรม ตรงกับวันอังคาร แรม 13 ค่ำ เดือน 11 เท่านั้น เมื่อเปิดปฏิทิน 200 ปี ปรากฏว่า ปฏิทิน 200 ปี ได้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2385
ซึ่งหลังจากเจ้าคำผงได้ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วถึง 47 ปี เป็นปีเดียวกันกับผู้ปกครองเมืองอุบล คนที่ 2 คือ
พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ ในปี 2338 ดังกล่าว ตรงกับวันที่ 10
พฤศจิกายน พ.ศ. 2338 รศ. 14 จ.ศ. 1157 คศ. 1795 ที่ประชุมได้มีมติให้ถือเอาวันที่
10 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันบวงสรวงฯ
เป็นต้นมาตราบเท่าทุกวันนี้ (การนับวัน,เดือน,ปี ตามระบบ "จันทรคติ” ไม่ตรงกันในหนังสือหลายเล่ม
จึงมีมติให้ถือตามระบบ "สุริยคติ” คือวันที่ 10 พฤศจิกายน 2338 เป็นข้อยุติตรงกัน)
สำหรับชื่อของการจัดงานนี้ เดิมใช้ชื่อว่า "วันบวงสรวง”
พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ ( เจ้าคำผง )
โดยหลักการและเหตุผลของคณะกรรมการจัดสร้างอนุสาวรีย์ระดับชาติ ที่ว่า
"อนุสาวรีย์ ที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าๆให้จัดสร้างขึ้น
ย่อมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากไม่มีการบวงสรวงสังเวย
ก็เปรียบเสมือนรูปปั้นธรรมดาไม่มีความหมาย ไม่มีความสำคัญ” ต่อมาในการประชุมเตรียมงานนี้ครั้งที่
10 พ.ศ. 2548 ที่ประชุมได้พิจารณาว่า วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลักในการจัดงานก็เพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง
ซาบซึ้งในวีกรรมของท่านผู้สร้างเมืองอุบลฯ
ในการรบทัพจับศึกกับอริราชศัตรูผู้รุกราน
ก่อนการก่อตั้งบ้านเมืองจนรุ่งเรืองทุกวันนี้ มี 2
ประการ คือ
ประการที่1 การเกิดสงครามติดพันยาวนาน
จนกระทั้งเจ้าพระตาเจ้าพระวอ ต้องสิ้นชีวิตในการสู้รบ เป็นการ
"หลั่งเลือดทาแผ่นดิน เพื่อตั้งถิ่นฐานให้ลูกหลานร่มเย็นเป็นสุขตราบทุกวันนี้”
ประการที่2 การที่เจ้าคำผงต้องต่อสู้กับไพรีที่รุกไล่โจมตี
ทำให้สูญเสียบุพการี จนต้องขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา
พึ่งพระบารมีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาจักรี
เจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทร์แตก ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต
คืนสู่ราชอาณาจักรอันเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยตอนสำคัญ
ที่พระแก้วมรกตได้มาประดิษฐานเป็นมิ่งมงคล ณ กรุงรัตนโกสินทร์กว่าสองร้อยปี
ซึ่งก่อนหน้านี้ประดิษฐานที่อาณาจักรล้านนา นับพันปี ก่อให้เกิดผลดีคือ
การที่มวลชนทุกหมู่เหล่าผู้อาศัยในแผ่นดิน "อุบลราชธานี” ที่เป็นนามพระราชทานจาก "องก์ปฐมบรมราชวงศ์จักรี” ได้พร้อมเพรียงกันจัดงาน
งานลอยกระทง
แม้ว่าชาวอีสานจะมีงานลอยกระทงไปแล้วในวันออกพรรษา
ซึ่งถือเป็นประเพณีทุกปี จะมีงานประเพณีออกพรรษา ไหลเรือไฟ และงานลอยกระทงไปพร้อมๆ
กัน แต่พอถึงวันลอยกระทงใหญ่ ซึ่งทั่วประเทศจะจัดกันในวันเพ็ญเดือนสิบสอง
ชาวอีสานโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ก็ได้ลอยกระทงกันอีกครั้งหนึ่ง
ถือว่าเป็นการลอนกระทงตามสมัยนิยม
สำหรับจังหวัดอุบลราชธานีนั้น
เดิมก็นิยมลอยกระทงกันที่ท่าน้ำตลาดใหญ่ ซึ่งถือว่าลอยกระทงตามแม่น้ำมูล
แต่ปัจจุบัน สถาบันารศึกษาหลายแห่ง และหน่วยงานต่างๆ
ก็ให้ความนิยมและกำหนดจัดกิจกรรมมากขึ้น ไกด์อุบลขอแนะนำที่หลักๆ ที่เคยไป
พอเป็นสังเขปนะครับ ท่านใดรู้แหล่งมากกว่านี้
ช่วยเขียนแนะนำต่อท้ายด้วยนะครับ
- บริเวณท่าน้ำตลาดใหญ่ นิยมลอยกระทงกันเชิงสะพานข้ามแม่น้ำมูลกันครับ
ทั้งท่าน้ำตลาดใหญ่ และท่าน้ำวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ถือเป็นที่ที่คลาสสิคมากๆ
วิวถ่ายรูปติดสะพานเสรีประชาธิปไตยก็สวย
- มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ลอยในที่สระน้ำภายในมหาวิทยาลัย
นักศึกษามาออกร้านขายของ เล่นเกมส์ หาทุนเข้าคณะกันอย่างสนุกสนาน
- มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี บริเวณสระน้ำภายในมหาวิทยาลัยเช่นกัน
ที่นี่จะเป็นแหล่งรวมของวัยรุ่นทั่วเมืองอุบล ผมพยายามจะไปตั้งหลายครั้ง
แต่ยังหาทางแทรกเข้าไปไม่ได้ซักที
- ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
ในบริเวณเดียวกับราชภัฏ แต่อยู่ริมถนน ได้บรรยากาศแบบไทยอีสาน
นักท่องเที่ยวที่พักที่นี่ ได้ลอยกระทงกันทุกคน เห็นมาเป็นครอบครัวก็เยอะ
ไกด์อุบลไปมาก็ติดใจ ต้องไปทุกปี
งานประเพณีแห่เทียนพรรษา
เป็นประเพณีทางพุทธศาสนา ของชาวอุบลฯ ซึ่งมีความเจริญในพุทธศาสนา วัฒนธรรม
และประเพณีมาเป็นเวลายาวนาน ถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานี
โดยได้กำหนดจัดงานขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 และแรม
1 ค่ำเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา
จัดให้มีขึ้นทุกปี
กำหนดการจัดงาน
จัดขึ้นในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม
ของทุกปี
สถานที่จัดงาน
กิจกรรมหลักๆ จะจัดขึ้นบริเวณทุ่งศรีเมือง ส่วนกิจกรรมพิเศษอื่นๆ
จะจัดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ภายในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี
ข้อแนะนำในการท่องเที่ยว
งานประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี นอกจากจะเป็นงานที่แสดงออกถึง
การยึดมั่นสืบสานงานบุญทางพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดของชาวเมืองอุบลฯ แล้ว
ยังเป็นงานที่แสดงออกถึงวิวัฒนาการด้านศิลปะของสกุลช่างเมืองอุบลฯ อีกด้วย ทั้งนี้
เนื่องจากบรรดาช่างศิลป์เมืองอุบลฯ ที่มีอยู่มากมายหลากหลายแขนง
และผลิตงานด้านศิลปอย่างต่อเนื่องตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปร่วมสมัย
งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และงานก่อสร้างตกแต่งโบสถ์วิหารต่างๆ
จะใช้โอกาสในช่วงเทศกาลนี้กลับมาทดสอบ ทดลองและประลองฝีมีเชิงช่างโดยผ่านต้นเทียนพรรษา
ดังนั้น ผู้ที่มาร่วมงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
จึงสามารถชื่นชมและศึกษากิจกรรมของงาน ทั้งในด้านการสืบสานจารีตประเพณีพื้นเมือง
และในด้านศิลปการตกแต่งต้นเทียนกิจกรรมภายในงานที่สำคัญ ๆ ได้แก่
1.
เยือนชุมชน ชมวิถีวัฒนธรรมการตกแต่งต้นเทียน การไปเยือนชุมชน หรือ คุ้มวัดต่าง ๆ
ในช่วงที่กำลังเตรียมการตกแต่งต้นเทียน คือในช่วงประมาณ 2-3 วัน
ก่อนวันแห่นั้น นอกจากผู้มาเยือนจะได้ศึกษากรรมวิธีและขั้นตอน
การตกแต่งเทียนอันเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นแล้ว ยังจะได้สัมผัสบรรยากาศการร่วมแรงร่วมใจ
ของชุมชนในการทำกิจกรรมทางพุทธศาสนา
ซึ่งถือเป็นวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สำคัญของชาวอุบลฯ สำหรับคุ้มวัดที่น่าสนใจ เช่น
วัดบูรพา วัดหนองบัว วัดสว่างอารมณ์ วัดศรีประดู่ทรงธรรม วัดสุทัศวนาราม
วัดทุ่งศรีเมือง และวัดผาสุการาม เป็นต้น
2.
การเวียนเทียนวันอาสาฬหบูชาที่วัดงามในเมืองอุบลฯ การเวียนเทียนเนื่องในวันอาสาฬหบูชาจัดขึ้นในช่วงค่ำของ ตามวัดต่างๆ
โดยทั่วไปกิจกรรมนี้ นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนแล้ว
ยังเป็นโอกาสอันดีของผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่จะได้ชื่นชมเอกลักษณ์
ทางสถาปัตยกรรมพื้นเมือง อันงดงามตามวัดต่างๆ ในอีกมิติหนึ่ง
3.
การตั้งแสดงต้นเทียนรอบทุ่งศรีเมือง การแสดงงานศิลปะตกแต่งเทียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
ในช่วงค่ำของวันอาสาฬหบูชา จะเป็นเวลาที่ต้นเทียน พรรษาจากคุ้มวัดต่างๆ กว่า 30
ต้น จะถูกเคลื่อนย้ายมาตั้งไว้ ณ บริเวณถนนรอบๆ ทุ่งศรีเมือง
เพื่อเตรียมการเข้าร่วมขบวนแห่ในเช้าวันรุ่งขึ้น
ในช่วงนี้ต้นเทียนจะได้รับการตกแต่งอย่างสมบูรณ์
ประกอบกับสถานที่ตั้งจะได้รับการจัดเตรียมไว้อย่างดี เช่น
การเตรียมแสงไฟไว้สาดส่องต้นเทียนการประดับประดาบริเวณงาน อย่างเป็นระเบียบ
ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงเป็น
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชื่นชมศิลปการตกแต่งเทียนอย่างละเอียดละออ
โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องเวลา
และอาจกล่าวได้ว่าเป็นการแสดงศิลปะตกแต่งเทียนที่งดงาม
และสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย
4.
กิจกรรมขบวนแห่เทียนพรรษา จะจัดขึ้นในวันรุ่งขึ้น
คือวันเข้าพรรษา ตั้งแต่เวลา ประมาณ 08.00 น. เป็นต้นไป
โดยจะเคลื่อนขบวนไปตามถนนอุปราช ผ่านหน้าศาลากลาง ไปถนนชยางกูร เป็นระยะทางประมาณ 2-3
กม. จึงสลายขบวน รูปแบบของการจัดขบวนประกอบด้วย
ขบวนเทียนหลวงพระราชทาน ขบวนต้นเทียนของคุ้มวัดต่าง ๆ
ซึ่งแต่ละขบวนจะประกอบด้วยการแสดง การละเล่น การฟ้อนรำ
การบรรเลงดนตรีในรูปแบบของศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง การเข้าชมขบวนแห่
5.
กิจกรรมทำบุญถวายเทียนพรรษา เป็นกิจกรรมที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจของประเพณีบุญเข้าพรรษา
โดยพุทธศาสนิกชนจะนำเทียนพรรษาผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ
ไปถวายพระสงฆ์ตามวัดใกล้บ้านเพื่อสืบสานงานบุญและเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง
กิจกรรมนี้ผู้มาเยือนสามารถศึกษาชื่นชมและร่วมกิจกรรมได้ตามวัดทั่ว ๆ ไป
6.
กิจกรรมอื่นๆ นอกจากกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นแล้ว
คณะกรรมการจัดงานยังได้จัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น
การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง การจัดงานพาแลง และการประกวดธิดาเทียนพรรษา ณ
ลานเทียนเฉลิมพระเกียรติ ทุ่งศรีเมือง
ประเพณีส่วงเฮือ (แข่งเรือ)
จัดขึ้นในช่วงออกพรรษาขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 (ตุลาคม) ถือเป็นหนึ่งในบุญเดือน 11
โดยเจ้าเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำ
ต้องปฏิบัติเพื่อความร่มเย็นของบ้านเมือง
มีพิธีอัญเชิญเจ้าเมืองและสิ่งศักดิ์ลงในเรือ ทำพิธีตีช้างน้ำนอง หรือการแข่งเรือ
ตามลำน้ำโขง ร่วมกับทางฝั่งลาว เพื่อบวงสรวงสักการะแม่น้ำโขง รุกขเทวดา พญานาค
และสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองแม่น้ำโขง ปัจจุบันความสำคัญด้านพิธีกรรมลดน้อยลง
เน้นการแข่งเรือเพื่อความสนุกสนานเป็นหลัก และยังคงแข่งเรือร่วมกับพี่น้องฝั่งลาว
งานไหลเรือไฟ
ในวันออกพรรษา
พระสงฆ์ตามวัดต่างๆ จะจัดทำเฮือไฟ (เรือไฟ) ขึ้นในวัดตรงหน้าโบสถ์ ตกกลางคืน
จะนำดอกไม้ธูปเทียนมาจุดบูชา เป็นพุทธบูชา ประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่นิยมทำกันมากในวันออกพรรษา
คือ การปล่อยเรือไฟ ชาวอุบลฯ เรียกว่า ไหลเฮือไฟ
คือการนำเอาท่อนกล้วยหรือท่อนไม้มาทำเป็นรูปเรือ เวลาประมาณทุ่มเศษก็จะนำมาจุดไฟ
โดยใช้ขี้ไต้หรือน้ำมันยาง แล้วปล่อยเรือให้ไหลไปตามน้ำ จะมีการตีฆ้องตีกลอง
การละเล่นรื่นเริงพร้อมกันไปด้วย ภายในตัวจังหวัดจัดขี้นกลางคืนที่แม่น้ำมูล
นับเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งของเมืองอุบลราชธานี






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น